5 เรื่องสำคัญที่เด็ก ม.ปลาย ห้ามลืม เมื่อต้องตัดสินใจเลือกที่เรียน

1. หลักสูตรการเรียนการสอน
       
หลังจากที่น้องๆ มีคณะที่ใช่อยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว จะต้องไม่ลืมเปรียบเทียบหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย ว่ามีการเรียนการสอนที่แตกต่างกันออกไปยังไงบ้าง? แล้วเราต้องเลือกเรียนที่ไหนถึงจะตรงใจที่สุด? เพราะถึงแม้ว่าชื่อคณะ ชื่อสาขาจะเหมือนกันเด๊ะ แต่ยังไงก็มีความแตกต่างในรายวิชา และรูปแบบการสอนของอาจารย์ของอาจารย์อยู่ดี เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(บางมด) ต่างก็มีสาขาวิศวกรรมเครื่องกลเหมือนกัน แต่ที่มหิดลมีแยกเป็นแขนงวิชา ซึ่งผู้เรียนต้องแจ้งว่าจะเลือกเรียนแขนงใด ระหว่างวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมยานยนต์ และวิศวกรรมเกษตร ในขณะที่บางมดไม่ต้องแจ้งเลือกแขนงวิชา แต่ให้เลือกเรียนในแขนงวิชาเฉพาะทาง ระหว่างการออกแบบเชิงกล อุณหภาพและของไหล และหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นต้น โดยน้องๆ สามารถค้นหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ และจากการรีวิวของรุ่นพี่ที่กำลังเรียนอยู่ หรือถ้าใครอยากเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ก็ต้องลองไปงานเปิดบ้านหรือค่ายที่จัดโดยคณะในฝันของเราดู จะได้รู้กันไปเลยว่าที่นี่ “่ใช่” สำหรับเรามั้ย?
2. สิ่งแวดล้อม
เราทุกคนต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นคนในสังคมรอบข้าง วัฒนธรรมการใช้ชีวิตร่วมกัน อาคารสถานที่ ฯลฯ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าน้องๆ จะต้องเลือกเรียนในสถาบันที่ใหญ่โตหรูหรา เพียงแต่ต้องลองสัมผัสบรรยากาศว่าที่นี่เหมาะสมกับเรามั้ย? เรารู้สึกสุขกายสบายใจกับที่นี่แค่ไหน? เรารู้สึกปลอดภัยรึเปล่าหากต้องเรียนที่นี่? ยิ่งถ้าใครมีปัญหาด้านสุขภาพต้องพิจารณาให้ดีว่าที่มหาวิทยาลัยมีการอำนวยความสะดวกเพียงพอแค่ไหน? เราสามารถดูแลตัวเองไหวมั้ยถ้าต้องเรียนที่นี่? เช่น น้องที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศหนาว อาจจะป่วยบ่อยหากเลือกเรียนในแถบภาคเหนือที่มีอากาศเย็น หรือน้องที่ขาพิการ อาจขึ้นไปเรียนในห้องเรียนบนตึกสูงๆ ลำบากหากไม่มีลิฟต์บริการ เป็นต้น แต่ถ้าน้องๆ สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ครบโดยไม่ติดขัดอะไร นั่นหมายถึงน้องๆ เลือกที่เรียนถูกแล้วจ้า!
3. ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย
      
การประเมินที่ตั้งของมหาวิทยาลัยจะช่วยให้น้องๆ สามารถวางแผนในการใช้ชีวิตเฟรชชี่วัยใสได้ง่ายขึ้น ว่าเลือกจะอยู่หอพัก หรือเดินทางไปกลับ โดยพิจารณาจากความใกล้-ไกล และความสะดวกในการเดินทาง ลองคิดดูว่าถ้าเลิกเรียนหรือทำกิจกรรมจนดึกดื่น หากต้องกลับบ้านจะปลอดภัยมั้ย? ระหว่างทางต้องผ่านที่เปลี่ยวรึเปล่า? ในขณะเดียวกันก็ต้องเช็กด้วยว่าในย่านที่เรียนของเราอยู่ใกล้กับจุดเสี่ยงอันตรายอะไรบ้าง เช่น เหตุการณ์ที่คนโรคจิตหลอกถามทางนักศึกษาหญิงแต่กลับลากขึ้นรถไปลวนลามแถวซอยหอพัก หรือการที่วัยรุ่นนับสิบคนบุกรุกพังห้องและทำร้ายร่างกายนักศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่น้องๆ ต้องระวังให้ดี และควรสำรวจด้วยว่ามหาวิทยาลัยของเราอยู่ใกล้สถานที่อำนวยความสะดวกอะไรบ้าง เพราะการทราบถึงข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราช่วยเหลือตัวเองได้ในยามมีเหตุจำเป็นต่างๆ นั่นเอง
sbobet
4. การเดินทางไปเรียน
   
ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว หากใครปักใจแล้วว่าจะเดินทางไป-กลับมหาวิทยาลัย ก็ต้องไม่ลืมที่จะวางแผนการเดินทาง ว่าเลือกใช้เส้นทางไหนปลอดภัยและไม่ใช้เวลานานเกินไป ต้องเตรียมตัวออกจากบ้านตั้งแต่กี่โมง ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจะมีแผนการเดินทางสำรองไว้ยังไงบ้าง เช่น คนที่พักอยู่ในย่านลาดพร้าวที่รถติดมากแต่ต้องมาเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้าเริ่มเรียน 9 โมงเช้า ก็ต้องเผื่อเวลาจราจรติดขัด ออกจากบ้านสัก 7 โมงครึ่ง หรือใครที่ต้องเดินทางข้ามไปเรียนบางวิชาในต่างวิทยาเขต ก็ควรศึกษาจุดรถรับ-ส่งของที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีบริการเป็นรอบเวลา ถ้าเกิดขึ้นรถช้าก็เข้าเรียนสายกันล่ะงานนี้ เพราะฉะนั้นจัดตารางเวลาให้ดีด้วยล่ะเด็กๆ   
5. ค่าใช้จ่าย
   
ปิดท้ายกันด้วยเรื่องสำคัญที่สามารถคำนวณได้จากปัจจัยข้ออื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ชีวิตเด็กมหา’ลัย ย่อมไม่ได้เสียเงินแค่กับเรื่องค่าเทอมแน่ๆ เพราะยังมีค่ากิจกรรม ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ฯลฯ ที่ต้องลองนำมาคิดรวมกันคร่าวๆ ว่าในแต่ละเดือนน้องๆ จะต้องใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน แล้วหักลบกับจำนวนเงินสนับสนุนจากทางบ้านว่าเพียงพอหรือไม่ หากต้องขอทุนการศึกษาเพิ่มเติมจะได้เตรียมการกันไว้เนิ่นๆ โดยน้องๆ สามารถเลือกขอทุนที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของตัวเองได้จากมหาวิทยาลัย ที่มีทั้งทุนให้เปล่า ทุนสำหรับนักศึกษาขาดแคลนในคณะ ทุนจ้างงาน เป็นต้น หรือใครที่วางแผนจะขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอย่าง กยศ. และกรอ. ก็ต้องรีบทำเรื่องเพราะใช้เวลาดำเนินการพอสมควร ซึ่งถ้าช้าหรือเกิดข้อผิดพลาดกะทันหัน ก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสสำคัญทางการเรียนต่อไปอย่างน่าเสียได้ดายนะจ๊ะ